4 บริษัทที่ทำหน้าที่ดูแลระบบส่งของประเทศเยอรมนี ยอมรับว่าการเร่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนให้เป็นร้อยละ 65 ในปี 2573 ก่อให้เกิดต้นทุนสูงกว่าที่คาดไว้ตามแผนถึง 20 พันล้านยูโร (ประมาณ 710,000 ล้านบาท) ซึ่งหมายถึงว่าผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องรับภาระค่าไฟที่สูงขึ้นด้วย

เสาและสายส่งไฟฟ้าในเมืองวานเกา (Warngau) ใกล้มิวนิค

         เมื่อปี 2561 เยอรมนีได้เพิ่มเป้าสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนในปี 2573 จากร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 65 เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ร้อยละ 55 เมื่อเทียบกับปริมาณที่ปล่อยในปี 2533

         ปัจจุบัน ไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตในประเทศเยอรมนีเป็นการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนคิดเป็น 2 ใน 5 แต่สัดส่วนนี้จำเป็นต้องปรับให้สูงขึ้น เนื่องจากเยอรมนีมีแผนจะปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมดในปี 2565 และปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในปี 2581 ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการขยายสายส่งเพื่อไปรองรับกระแสไฟฟ้าจากแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียนด้วย ทั้งนี้ รวมถึงการเชื่อมสายส่งจากฟาร์มกังหันลมทางภาคเหนือ มายังแหล่งอุตสาหกรรมในภาคใต้

         บริษัทส่งไฟฟ้า หรือที่รู้จักกันในนาม transmission system operator (TSO) ได้นำเสนอแผนการขยายสายส่งบนฝั่ง (onshore lines) ที่คาดว่าจะใช้เงินสูงถึง 52 พันล้านยูโร (1,846 ล้านบาท) จากเดิมที่เคยคาดไว้ว่าจะใช้เงิน 32 พันล้านยูโร (1,136 ล้านบาท)

         บริษัท TSO สี่บริษัทใหญ่ของเยอรมนี ประกอบด้วย 1) TransnetBW 2) 50Hertz 3) TenneT และ 4) Amprion กล่าวว่าจำนวนเงินที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นเพราะจำเป็นต้องใช้เงินทุนกว่า 18-27 พันล้านยูโร (639,000-958,500 ล้านบาท) เพื่อเชื่อมสายส่งกับฟาร์มกังหันลมที่อยู่นอกชายฝั่ง การปรับปรุงระบบส่งให้เป็นระบบดิจิตัล และการเพิ่มสายส่งใต้ดินที่เชื่อมจากคนละมุมของประเทศ

         ต้นทุนรวมกว่า 70-79 พันล้านยูโร (2,485,000-2,804,500 ล้านบาท) ที่จะเกิดขึ้นในช่วง 12 ปีนี้ ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องรับภาระผ่านค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น โดยค่าไฟฟ้าที่จ่ายทุกเดือน จะเป็นการจ่ายให้กับการลงทุนและต้นทุนด้านระบบส่งถึงร้อยละ 25

การใช้เชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ ผลิตไฟฟ้าของเยอรมนี ตั้งแต่ปี 2533-2561

         ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนในภาคเหนือของเยอรมนี จะสามารถสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าทางตอนใต้ได้ประมาณร้อยละ 25-50 โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้ในภาคเหนือในปัจจุบันสูงกว่าความต้องการใช้ในภาคถึง 2 เท่า

         สายส่งที่จะติดตั้งเพิ่มขึ้นจะเชื่อมจากรัฐชเลสวิช-ฮ็อลชไตน์ (Schleswig-Holstein) ไปยังรัฐบาเดิน-เวอร์ทเทิมแบร์ค (Baden Wuerttemberg) โดยพาดผ่านรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน (North-Rhine Westphalia) รวมระยะทาง 1,160 กิโลเมตร รองรับปริมาณไฟฟ้าได้กว่า 4,000 เมกะวัตต์

         ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานของเยอรมนีจะควบคุมดูแลการใช้จ่ายงบประมาณพัฒนาระบบส่งนี้ โดยเฉพาะเมื่อเยอรมนีมีแผนระยะยาวที่จะหยุดการใช้ถ่านหิน ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายและต้นทุนสูงขึ้น

แปลและเรียบเรียง : สุภร เหลืองกำจร

ข้อมูลจาก